แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันตกเฉียงใต้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันตกเฉียงใต้ แสดงบทความทั้งหมด

อารยธรรมฮิบรูหรือยิว


ฮิบรูหรือยิว
ชาวฮีบรู


       พวกฮีบรูหรือยิว เป็นชนเผ่าเซเมติกที่เดินทางเร่ร่อนในทะเลทรายประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสตกาลกล่าวกันว่าโมเสส (Moses) เป็นผู้นำคนสำคัญได้ปลดแอกชาวฮีบรูจากการเป็นทาสของอียิปต์ และพาชาวฮีบรูทั้งหมดอพยพไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งคำมั่นสัญญา (The promised   land )   อันได้แก่   ดินแดนปาเลสไตน์ (Palestine )  หรือแคนาน  (Canaan)   ที่เชื่อกันว่าเป็นดินแดนที่พระเจ้าของบรรพบุรุษอับราฮัมหรือพระเยโฮวา (Yehovah)   ทรงประทานให้   ชนชาตินี้มีกษัตริย์ที่มีความสามารถและสร้างความเจริญให้แก่อาณาจักร   คือกษัตริย์เดวิด   และกษัตริย์โซโลมอน


 กษัตริย์โซโลมอน

         อารยธรรมที่ชาวฮีบรูได้มอบให้แก่โลก คือศาสนาของพวกฮีบรู หรือที่เรียกว่าศาสนายูดาย  (Judaism) เป็นศาสนาที่เน้นการบูชาพระเจ้าองค์เดียว ซึ่งได้แก่ พระเยโฮวา และชาวฮีบรูเป็นประชาชนที่พระองค์ได้เลือกสรรแล้ว (God’s chosen people)ความผูกผันได้บันทึกไว้ในพันธสัญาญาเดิม หรือ พระคัมภีร์เก่า การนับถือพระเจ้าองค์เดียวของชาวฮีบรูเป็นต้นกำเนิดของศาสนาที่สำคัญของโลก คือ ศาสนายูดาย คริสต์และอิสลาม อาจกล่าวได้ว่าพระคัมภีร์ของพวกฮีบรูเป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งและเป็นผลงานที่ส่งเสริมความเจริญของอายธรรมตะวันตกในด้านภาษา ชีวิตความเป็นอยู่และทัศนคติในการครองชีพมากที่สุด




         ประมาณ 700 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาติฟีนีเซียนและฮีบรูถูกครอบครองอยู่ภายใต้อาณาจักรอัสซีเรีย (Assyria) ชนชาติอัสซีเรียนได้ปรับปรุงวิธีการรบด้วยการประดิษฐ์รถม้าและอาวุธที่ทำด้วยเหล็ก ชนชาตินี้มีระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ภายหลังอาณาจักรอัสซีเรียเสื่อมอำนาจลงได้เกิดอาณาจักรเปอร์เชียทางตะวันออกกลาง ต่อมาขยายอาณาเขตไปทางเหนือจนจรดทะเลดำ ทิศตะวันออกขยายไปถึงอินเดีย ทิศใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำไนล์ และยกกองทัพบุกโจมตีชนชาติกรีก แต่นครรัฐสปาร์ตาและรัฐเอเธนส์ต่อต้านไว้ได้

🐪ภาษาฮีบร

         จุดกำเนิดของภาษาฮีบรู



         
ภาษาฮีบรูจัดอยู่ในภาษากลุ่มเซมิติก โดยอยู่ในสาขาตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มปรากฏเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภาษาคานาอันไนต์ที่อยู่ในกลุ่มนี้เริ่มปรากฏเมื่อราว 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช คาดว่าแยกออกมาจากภาษาอราเมอิกและภาษายูการิติกภายในภาษากลุ่มคานาอันไนต์ด้วยกันนั้น ภาษาฮีบรูอยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกับภาษาอีโดไมต์ ภาษาอัมโมไนต์ และภาษามัวไบต์ ส่วนภาษาคานาอันไนต์อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของภาษาฟินิเชียและภาษาลูกหลานคือภาษาปูนิก

         ภาษาฮีบรู เป็นภาษากลุ่มเซมิติกในกลุ่มแอฟโร-เอเชียติก มีผู้พูดมากกว่า 7 ล้านคนในอิสราเอลและอีกจำนวนหนึ่งในชุมชนชาวยิวทั่วโลก ในอิสราเอลถือว่าเป็นภาษาที่แท้จริงของรัฐและประชาช

นและเป็นภาษาราชการคู่กับภาษาอาหรับชื่อในภาษาฮีบรูของภาษาฮีบรูคือ עבריתหรือ Ivrit (อ่านว่า "อิฝริต eev-REET" หรือ /iv.'rit/ ใน IPA)


         านิชหรือคัมภีร์ไบเบิลภาคภาษาฮีบรูหรือโตราห์ (Torah) ของศาสนายูดาย เขียนด้วยภาษาฮีบรูคลาสสิกซึ่งเชื่อว่าเป็นสำเนียงของภาษาฮีบรูที่ใช้เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตศตวรรษ ใกล้กับยุคที่ชาวยิวถูกเนรเทศไปบาบิโลเนีย ภาษาฮีบรูเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์(לשון הקודש Leshon ha-Kodesh: เลโชน ฮา-โกเดช)ของชาวยิวตั้งแต่สมัยโบราณ นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุว่าหลัง 57 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นยุคที่จักรวรรดิบาบิโลเนียใหม่ทำลายกรุงเยรูซาเลมและอพยพชาวยิวไปยังบาบิโลนและพระเจ้าไซรัสมหาราช        แห่งเปอร์เซียปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นไท ภาษาฮีบรูสำเนียงในไบเบิลถูกแทนที่ด้วยสำเนียงใหม่ๆของภาษาฮีบรูและภาษาอราเมอิก

         ที่ ใช้ในท้องถิ่นนั้น หลังจากพุทธศตวรรษที่ 7 จักรวรรดิโรมันเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเลมและอพยพชาวยิวออกไป ภาษาฮีบรูเริ่มใช้เป็นภาษาพูดน้อยลงแต่ยังคงเป็นภาษาทางศาสนาและภาษาในการ เขียน

         หลังจากเยรูซาเลมถูกชาวบาบิโลนทำลายครั้งแรก 586 ปีก่อนคริสตกาล ผู้รู้ส่วนใหญ่เห็นว่า ภาษาฮีบรูชนิดที่ใช้ในไบเบิลถูกแทนที่ด้วยฮีบรูมิชนาอิก (Mishnaic) และภาษาอราเมอิกชนิดท้องถิ่น ในชีวิตประจำวัน หลังจากการหดหายของชาวยิวในบางส่วนของจูเดีย (Judea) ที่ชาวโรมันเข้าไปครอบครอง ภาษาฮีบรูเลิกใช้เป็นภาษาพูดราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ยังคงเป็นภาษาเขียนที่สำคัญตลอดหลายศตวรรษ นอกจากจะใช้ในศาสนาแล้ว งานเขียนสำหรับวัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น จดหมาย วิทยาศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ บทกวี บันทึกศาล ล้วนใช้ภาษาฮีบรู ซึ่งได้เข้ากับวงความรู้และคำเฉพาะใหม่ ๆ โดยคำยืมและคำประดิษฐ์ใหม่




         ภาษาฮีบรูยังคงถูกรักษาไว้ในฐานะภาษาเขียนโดยชุมชนชาวยิวทั่วโลก จนกระทั่งมีการตั้งลัทธิไซออนนิสต์เพื่อฟื้นฟูชาติยิว สมาชิกไซออนนิสต์ส่งเสริมให้มีการแทนที่ภาษาพูดของชาวยิวในขณะนั้น เช่นภาษาอาหรับ ภาษาจูเดสโม (Judezmo, ภาษาลาดิโน Ladino ก็เรียก) ภาษายิดดิช ภาษารัสเซีย และภาษาอื่น ๆ ของชาวยิวที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เป็นภาษาของศาสนายิวส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอล ภาษาฮีบรู มีการสร้างคำใหม่โดยยืมจากภาษาฮีบรูในไบเบิลหรือจากภาษาอาหรับและภาษาอราเม อิก รวมทั้งภาษาในยุโรป เช่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาเยอรมัน ภาษาฮีบรูกลายเป็นภาษาราชการของปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ พ.ศ. 2464 คู่กับภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ และกลายเป็นภาษาราชการของอิสราเอลตั้งแต่ พ.ศ. 2491

อารยธรรมเปอร์เซีย



เปอร์เซีย
ชาวเปอร์เซีย




          จักรวรรดิเปอร์เชีย (Persian Empire) คือจักรวรรดิและอาณาจักรต่างในประวัติศาสตร์ของเปอร์เชียที่ปกครองต่อเนื่องกันมาในบริเวณที่ราบสูงอิหร่านถิ่นกำเนิดของเปอร์เชีย และไกลไปทางเอเชียตะวันตกเอเชียใต้เอเชียกลาง และ บริเวณคอเคซัสจักรวรรดิเปอร์เชียจักรวรรดิแรกก่อตั้งภายใต้จักรวรรดิมีเดีย (728–559 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หลังจากการโค่นจักรวรรดิอัสซีเรียด้วยความช่วยเหลือของบาบิโลเนีย

          จักรวรรดิเปอร์เชียอคีเมนียะห์ (550–330 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ และมารุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าดาไรอัสมหาราช และ พระเจ้าเซอร์ซีสมหาราช  ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นศัตรูคนสำคัญองรัฐกรีกโบราณ บริเวณที่ตั้งเดิมอยู่ในบริเวณที่ในปัจจุบันรู้จักกันว่าจังหวัดพาร์ส (จังหวัดฟาร์ส) ในประเทศอิหร่านปัจจุบัน

          จักรวรรดิเปอร์เชียก่อตั้งภายใต้พระเจ้าไซรัสมหาราชผู้ทรงยึดจักรวรรดิจากชนมีดีส (Medes) และทรงขยายดินแดนออกไปทางตะวันออกกลางที่รวมทั้งดินแดนของบาบิโลเนียอัสซีเรียฟินิเซีย และ ลิเดีย หลังจากนั้นพระเจ้าแคมไบซีสที่ 2 แห่งเปอร์เชีย (Cambyses II of Persia) พระราชโอรสในพระเจ้าไซรัสก็ทรงดำเนินนโยบายการขยายดินแดนต่อไปยังอียิปต์ จักรวรรดิอคีเมนียะห์มาสิ้นสุดลงระหว่างสงครามอเล็กซานเดอร์มหาราช แต่ก็มาฟื้นตัวอีกครั้งในรูปของจักรวรรดิพาร์เธียน และ จักรวรรดิซาสซานิยะห์ แห่ง อิหร่าน ที่ตามมาด้วยยุคประวัติศาสตร์หลังศาสนาอิสลามของจักรวรรดิต่างๆ เช่นจักรวรรดิทาฮิริยะห์จักรวรรดิซาฟาริยะห์จักรวรรดิไบอิยะห์จักรวรรดิซามานิยะห์จักรวรรดิกาสนาวิยะห์จักรวรรดิเซลจุค และ จักรวรรดิควาเรซเมีย มาจนถึงอิหร่านปัจจุบัน

          จักรวรรดิต่างๆ ที่รุ่งเรืองต่อเนื่องกันมาในเกรตเตอร์อิหร่าน ก่อนเดือนมีนาคม ค.ศ. 1935 เรียกรวมกันว่า “จักรวรรดิเปอร์เชีย” โดยนักประวัติศาสตร์ตะวันตก จักรวรรดิต่างๆ เหล่านี้เกือบทุกจักรวรรดิเป็นจักรวรรดิมหาอำนาจในบริเวณที่ปกครอง และบางจักรวรรดิก็เป็นมหาอำนาจของโลกในสมัยที่รุ่งเรือง





🐴ประวัติศาสตร์เปอร์เซี

          ขณะที่บาบิโลนครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของราชอาณาจักรเก่าของอัสซีเรีย พวกมีเดียครองความเป็นใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ สองจักรวรรดินี้ตั้งอยู่คู่เคียงกันเป็นเวลานานประมาณเจ็ดสิบปีโดยไม่มีการสู้รบกันอย่างเปิดเผย

          ในปี ก่อนค.ศ. 550 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น อัสทียาเกส (Astyages) แห่งมีเดียยกทัพไปต่อสู้กับพวกเอลาม ซึ่งตอนนั้นกษัตริย์ไซรัส (Cyrus) แห่งเปอร์เซียปกครองอยู่ การสู้รบกันครั้งนี้ปรากฎว่ากองทัพมีเดียปราชัยยับเยิน เพราะกษัตริย์ไซรัสทรงเดชานุภาพและเป็นที่นิยมรักใคร่ของประชาชนเกินกว่าที่จะเอาชนะพระองค์ได้ ไซรัสทรงสามารถขับพวกมีเดียให้ล่าทัพกลับ แล้วตามไปโจมตีถึงในดินแดนของชาวมีเดียจนได้ชัยชนะ อีกไม่นานไซรัสก็ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ในเอคบาทานา (Ecbatana)และอ้างว่าพระองค์มีอำนาจในจักรวรรดิมีเดีย

          นาโบนิดัด (Nabonedus) แห่งบาบิโลนกลัวว่าไซรัสจะยกทัพเลยเข้ามาโจมตีจักรวรรดิของพระองค์ ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น พระองค์จึงได้ร่วมกับผู้นำมิตรประเทศ ได้แก่ อามาซิส (Amasis) แห่งอียิปต์ และ โครเอซัส (Croesus) แห่งลิเดียจัดตั้งกองกำลังเพื่อป้องกันประเทศของพวกตน กษัตริย์ไซรัสบุกเข้ายึดซารดิส (Sardis) เมืองหลวงของลิเดียได้เป็นแห่งแรกในปี ก.ค.ศ. 547พอถึงปี ก่อน ค.ศ. 539 ไซรัสทรงยกทัพเข้าโจมตีบาบิโลนโดยตรง เวลานั้นประชาชนชาวบาบิโลนไม่นิยมเลื่อมใสในตัวกษัตริย์นาโบนิดัด เพราะนอกจากพระองค์จะเป็นชาวอารัมที่มาจากเมืองฮารานซึ่งไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แคลเดียแห่งบาบิโลนแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ยอมสักการะเทพเจ้ามาร์ดุกอีกด้วย จึงทำให้พวกปุโรหิตของพระมาร์ดุกไม่ชอบพระองค์ นาโบนิดัดเลื่อมใสศรัทธาพระสิน(Sin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เทพองค์นี้มีวิหารอยู่ที่เมืองฮาราน ก่อนหน้านั้นหลายปี คือก่อนที่กษัตริย์ไซรัสจะยึดเอคบาทานาได้นาโบนิดัดปล่อยให้เบลชัสซาร์โอรสของพระองค์ปกครองประเทศแทน ผลที่ตามมาก็คือไม่มีการฉลองเทศกาลปีใหม่ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี เพราะเทศกาลนี้กษัตริย์จะต้องเป็นผู้นำในพิธีรื้อฟื้นความเป็นผู้นำประเทศ เรื่องนี้เองที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจนาโบนิดัดอย่างมาก ดังนั้นเองจึงไม่เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับไซรัสอย่างเต็มกำลัง


          ไซรัสรบชนะบาบิโลนที่เมืองโอปิส (Opis) บนฝั่งแม่น้ำไทกรีสเมื่อปี ก่อน ค.ศ. 539 และอีกไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพของพระองค์ก็ยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จโดยไม่มีการต่อสู้มากนัก นาโบนิดัดทรงหนีเอาตัวรอดแต่ก็ถูกจับได้ ชาวบาบิโลนต้อนรับกษัตริย์ไซรัสด้วยความปีติยินดีในฐานะที่ทรงเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาและผู้รับใช้ของพระมาร์ดุก เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมาร์ดุกกษัตริย์ไซรัสจึงทรงรื้อฟื้นเทศกาลปีใหม่ขึ้นมาอีก และนำรูปปฏิมาของเทพเจ้าต่าง ๆ กลับไปไว้ในเทวสถานเดิมของใครของมัน หลังจากไซรัสได้บาบิโลนไว้ในความครอบครองแล้วไม่นาน บรรดาเจ้านายผู้ปกครองมณฑลต่างด้าวต่าง ๆ ก็พากันมาสวามิภักดิ์ จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งขึ้นได้ด้วยการผนวกจักรวรรดิมีเดีย จักรวรรดิบาบิโลน พร้อมกับดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลเข้าด้วยกัน โดยมีกรุงเอาบาทานาเป็นเมืองหลวง




กษัตริย์ไซรัส (Cyrus)




นาโบนิดัด (Nabonedus)



          
จักรวรรดิเปอร์เซียตั้งอยู่ได้นานประมาณสองร้อยปี กษัตริย์องค์หลัง ๆ ไม่ใช่นักปกครองที่ดีเหมือนไซรัส อียิปต์และกรีกเป็นศัตรูตัวฉกาจของเปอร์เซีย โดยคัมบีเซส (Cambyses) โอรสของไซรัสปราบอียิปต์ได้สำเร็จในปี ก่อน ค.ศ. 525 แต่ประชาชนชาวอียิปต์ไม่เต็มใจอยู่ใต้ปกครองของเปอร์เซียจึงก่อการกบฏขึ้นบ่อย ๆ หลายครั้งก็ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศกรีก ระหว่าง ก่อน  ค.ศ. 401-342 อียิปต์ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง แต่ก็ต้องสูญเสียไปอีกก่อนที่จักรวรรดิเปอร์เซียจะถูกโค่นลง


          ประเทศกรีกสร้างความเดือดร้อนให้แก่เปอร์เซียมากกว่า และเปอร์เซียก็ไม่เคยเอาชนะกรีกได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 (Xerxis l) เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียองค์แรกที่พยายามจะพิชิตกรีกให้ได้ พระองค์ยกทัพเรือไปรบกับกรีกครั้งแรกในปี ก่อน ค.ศ. 480 แรก ๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ถึงกับสามารถยึดกรุงเอเธนส์ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของกรีกได้ แล้วเผาวัดวาอารามและอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา อะโครโปลิส แต่อีกไม่นานกองทัพกรีกก็สามารถทำลายเรือรบส่วนใหญ่ของเปอร์เซีย กองทัพของเซอร์ซิสที่ 1 พ่ายแพ้ยับเยิน พระองค์เองก็ถูกปลงพระชนม์

          อาร์ทาเซอร์ซิสที่ 1 (Artaxerxes l) ทำสงครามกับกรีกต่อไป แต่ในที่สุดก็ยอมทำสัญญาสงบศึกกันในปี ก่อน ค.ศ.449 หลังจากนั้นพวกกรีกก็รบพุ่งกันเอง เปอร์เซียจึงล่ากลับไปเฝ้าดูพวกกรีกฉีกเนื้อกันเองออกเป็นชิ้น ๆ ในสงครามที่เปโลโปนนีเชียน(Peloponnesian War ก่อน ค.ศ. 431-404) ตอนนั้นไม่จำเป็นที่เปอร์เซียต้องเข้าไปแทรกแซง ชาวกรีกเอาแต่รบกันเองจนไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่จักรวรรดิเปอร์เซีย แต่ผลสุดท้ายก็สร้างความพินาศให้แก่เปอร์เซียอยู่ดี ทันทีที่เลิกทำสงครามกันเอง พวกกรีกก็เริ่มก่อกวนสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดาผู้ปกครองของเปอร์เซีย เมื่ออียิปต์เข้าร่วมผสมโรงด้วยก็ทำให้ยิ่งเดือดร้อนขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แห่งประเทศกรีกก็ทำลายอาณาจักรเปอร์เซียได้สำเร็จ แล้วทรงครอบครองโลกสมัยโบราณไว้ได้ทั้งหมดตั้งแต่แม่น้ำดานูบจรดแม่น้ำอินดัสและเลยไปอีก

🐴ศาสนาของชาวเปอร์เซี


          ศาสนาดั้งเดิมของชาวเปอร์เซีย เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และกสิกรรมแบบเรียบง่าย แต่ต่อมาก็มีศาสนาใหม่ ศาสนาโซโรแอสเตอร์เกิดขึ้น ศาสนานี้พัฒนาขึ้นผลงานของชายผู้หนึ่งชื่อว่า ซาราธุสตรา (Zarathustra) หัวใจของศาสนาโซโรแอสเตอร์อยู่ที่หนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือพระคัมภีร์ เช่นเดียวกันกับศานายูดาย อิสลาม คริสต์ศาสนาและศาสนาของชาวตะวันออกอีกหลายศาสนา หนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เรียกว่า พระคัมภีร์อาเวสตา (Avesta) ศาสนาโซโรแอสเตอร์มีลักษณะเป็นลัทธิทวินิยม สานุศิษย์ของศาสนานี้เชื่อในอำนาจสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งดีฝ่ายหนึ่งชั่ว พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความดีเป็นเทพผู้สูงสุด ชื่อออร์มาซด์ (Ormazd) เทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร และเชื่อว่ามีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์สอนว่า มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี และทำตามประมวลกฎหมายอันสูงส่งซึ่งแสดงออกมาเป็นค่านิยมทางศีลธรรมแบบถ่อมตัว ศิษยานุศิษย์ของศาสนานนี้มีความเชื่อมั่นว่า ความตายไม่ใช่การสิ้นสุดคนชอบธรรมจะได้รับชีวิตใหม่เมื่อตอนที่เทพออร์มาซด์ทำสงครามชนะ



🐴อารยธรรมของชาวเปอร์เซี

          อารยธรรมเปอร์เซีย อยู่ในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช หลังจากที่อาณาจักรแอสสิเรียได้เสื่อมลง ชาวเปอร์เซียซึ่งเป็นชนชาติอินโดยูโรเปียนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ได้สร้างอาณาจักรอยู่ทางตอนเหนือเทือกเขาตะวันออก กษัตริย์ราชวงศ์อะเคเมเนียนของเปอร์เซียได้แผ่ขยายอำนาจเข้าปกครองดินแดน ต่างๆ ด้วยความบ้าคลั่ง แต่ในยุคนี้ได้มีพัฒนาการที่ทันสมัยมากขึ้น มีการผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้ นอกจากนั้นยังได้มีการดัดแปลงตัวอักษรคูนิฟอร์มเป็นตัวอักษรของเปอร์เซีย จัด ระบบการปกครอง โดยแบ่งเป็นจังหวัด หรือมณฑล เรียกว่า แซแทรปปี (Satrapy) นอกจากในด้านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว ชาวเปอร์เซียยังได้สร้างถนนใช้คมนาคมและถือว่าเป็นถนนที่ดีที่สุดในยุค โบราณ และนอกจากนั้นยังมีไปรษณีย์ติดต่อสื่อสารทางราชการอีกด้วย

          สถาปัตยกรรม - สถาปัตยกรรมของชาวเปอร์เซียได้รับอิทธิพลมาจากอียิปต์ และกรีก การก่อสร้างได้นำเอาวัสดุหลายชนิดมาใช้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้หินเป็นพื้น ผนังใช้อิฐและนำเอาเสาไม้มาใช้ตกแต่ง ทำโครงเพดาน มีการตกแต่งหัวเสาและแกะเสาเป็นร่องคล้ายของกรีก


          ประติมากรรม - งานประติมากรรมที่สำคัญของเปอร์เซีย คือ การแกะสลักหัวเสาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มีความสวยงามและประณีตนอกจากนั้นยังรู้จักนำทองแดงและโลหะต่างๆ มาประดับแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร 





          ประติมากรรมที่นิยมคือแบบนูนต่ำโดยเฉพาะการแกะสลักฐานบันไดกำแพง หรือฝาผนัง เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นภาพกษัตริย์ ขุนนาง และข้าทาสบริพารหรือพิธีกรรมต่างๆ ผลงานที่โดดเด่นมักจะเป็นผลงานประเภทประณีตศิลป์ ซึ่งจะนำสัตว์มาดัดแปลงประยุกต์เป็นสิ่งของเครื่องใช้

          จิตรกรรม - ผลงานด้านจิตรกรรมของเปอร์เซียมีไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นการนำไปประยุกต์ ใช้กับการตกแต่งผนังภายในงานสถาปัตยกรรม รูปแบบจะมีลักษณะคล้ายกับแอสสิเรีย ศิลปกรรมเปอร์เซียเริ่มเสื่อมลงเมื่อพวกมุสลิมหรืออาหรับเข้ามามีอำนาจ ลักษณะงานศิลปะจึงได้เปลี่ยนแปลงไป

อารยธรรมแคลเดียน


แคลเดียน


          ประมาณปี 612 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวแคลเดียน เดิมมีถิ่นฐานอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรติส ต่อมามีผู้นำที่สำคัญ คือ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ซึ่งเคยเป็นข้าราชการรับใช้จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิอัสซีเรียในตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล พวกคาลเดียนสามารถยกกองทัพไปพิชิตเมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลน เป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ทำการกบฏล้มอำนาจและสถาปนาจักรวรรดิแคลเดียชนชาติแคลเดียเป็นเผ่าเซไมท์พวกสุดท้ายที่มีอำนาจครอบครองดินแดนบาบิโลเนีย ชาวแคลเดียนได้ปรับปรุงนครบาบิโลนให้รุ่งเรืองอีกครั้ง จนกลายเป็นนครที่งดงามอย่างยิ่ง หรือเรียกอีกอย่างว่า New Babylonia

          กษัตริย์ที่สำคัญของบาบิโลเนีย คือ เนบูคัดเนสซาร์ ซึ่งเป็นผู้ฟื้นฟูนครบาบิโลนขึ้นใหม่ รวมถึงพยายามรื้อฟื้นวัฒนธรรมของกษัตริย์ฮัมมูราบีขึ้นอีกครั้ง พระองค์ทรงโปรดให้สร้างนครบาบิโลนเป็นเมืองหลวง และตกแต่งระเบียงราชวังด้วยการปลูกต้นไม้ขึ้นเพื่อให้คลุมหลังคาพระราชวังอย่างแน่นหนา หลังคาที่ปลูกต้นไม้นี้เรียกว่า “สวนลอยแห่งนครบาบิโลเนีย (Hanging Gardens of Babylon)” ซึ่งชาวกรีกนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกในยุคโบราณที่ใช้การชลประทานทำให้สวนเขียวขจีตลอด

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์

          
อาณาจักรแคลเดียนสิ้นสุดลงเมื่อถูกเปอร์เซียเข้ายึดครองพวกอินโดยูโรเปียน (Indo-European) อยู่ทางตอนเหนือ เข้ามามีอำนาจใน เมโสโปเตเมีย ตั้งแต่ 550 B.C.  โดย ปราบพวกที่มีอำนาจอยู่ก่อนได้สำเร็จจึงสร้างอาณาจักรเปอร์เซียขึ้นขยายอำนาจ ปกครองในดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมดรวมทั้งอียิปต์และหัวเมืองกรีกในเอเซียไมเนอร์ เมื่อทำสงครามกับกรีก ก็ตกอยู่ ใต้การปกครองของกรีกในปี 332 B.C.

🎲วัฒนธรรมของชาวแคลเดี

          อาณาจักรแคลเดียรับวัฒนธรรมจากดินแดนเมโสโปเตเมียเพียงอย่างเดียว คือ วัฒนธรรมด้านภาษา นอกจากนั้นเป็นวัฒนธรรมของชาวแคลเดียนเองทั้งสิ้น

          1. สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเจริญขีดสุดในสมัยกษัตริย์เนบูคัดซาร์ ผลงานคือ


             1.1      สวนลอยแห่งบาบิโลน (The Hanging Garden of Babylon) ตำนานกล่าวไว้ว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล โดยคำ บัญชาของกษัตริย์"เนบูคัสเนซซาร์"เพื่อเป็นของขวัญแก่นางอามิธีส ราชินีชาวเปอร์เซียของพระองค์




          สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน มีลักษณะคล้ายปิรามิด โดยสร้างซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ นักประวัติศาสตร์จากซิซิลีที่ชื่อ   "ดิโอโดโรส" กล่าวว่า ชาวบาบิโลนใช้อิฐและน้ำมันดินเป็นส่วน ประกอบสำคัญในการก่อสร้างและเพื่อให้กันน้ำได้ดีนั้น ชาวเมืองจะใช้หญ้าประเภทอ้อหรือกกผสม น้ำมันดินปูพื้นชั้นแรก แล้วปูทับด้วยอิฐเผาที่ตริงไว้ด้วยปูน ก่อนจะวางตะกั่วทับลงไปบนชั้นบนสุด หลังจากนั้นจึงลงดินที่มีปริมาณมากพอที่จะปลูกต้นไม้ทุกประเภท นับแต่ไม้พุ่มไปจนถึงไม้ยืนต้น น้ำที่ใช้เลี้ยงต้นไม้ในสวนลอยสูบขึ้นมาจากแม่น้ำยูเฟรติสเบื้องล่างมาตาม ท่อที่ฝังซ่อนไว้อย่าง มิดชิดในแต่ละส่วนของระเบียง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกที่นี่เขียวชอุ่ม ให้ดอกและผลได้เป็นอย่างดีแม้ในช่วง ที่แล้งที่สุดกลางฤดูร้อนในทะเลทราย

             1.2      กำแพงอิซต้า  (The Ishtar Gate) เป็นแผ่นกำแพงสวยงาม ทำจากกระเบื้องหลากสี และแกะสลักเป็นภาพสัตว์ประหลาดเรียกกริฟฟินคือมีใบหน้าและลำตัวเป็นสิงห์โต แต่มีปีกเป็นนกอินทรีย์ (Griffin) กำแพงนี้เชื่อกันว่าเป็น ช่องทางนำไปสู่เทพเจ้ามาร์ดุ๊กซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดแห่งกรุงบาบิโลน ปัจจุบันกำแพงอิซต้าถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเบอร์ลิน




          2. ดาราศาสตร์ ชาวแคลเดียนสามารถหาเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลก เวลาเกิดสุริยคลาสและจันทรคลาส และคำนวณหาความยาวของปีทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ แคลเดียนรับทอดงานดาราศาสตร์จากสุเมเรียนโดยแท้จริง นาบูริแมนนู (Naburiannu)  เป็นนักดาราศาสตร์ชาวแคลเดียนผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ดาริอุสที่ หนึ่ง แห่งเปอร์เซีย ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้า ผลงานที่ปรากฎคือสามารถค้นคว้านับเวลาในรอบหนึ่งได้ใกล้เคียงกับการนับเวลา ในปัจจุบันมาก คือ 1 ปีมี 365 วัน 6 ชั่วโมง 15 นาที 41 วินาที




          
3. โหราศาสตร์    โหราศาสตร์เป็นงานเด่น อีกแขนงหนึ่งของแคลเดียน ที่รับมาจากสุเมเรียน พระสามารถกำหนดดวงดาวสำคัญ เจ็ด ดวง ได้คือดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ดาวทั้ง 7 ดวงนี้ก็จะเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ 7 องค์ นอกจากจะกำหนดให้ดวงดาวเหล่านี้เป็นชื่อของวันต่างๆ ในหนึ่งสัปดาห์แล้วพระยังให้ความสำคัญแก่ดวงดาวเพื่อใช้ในการพยากรณ์ชะตา ชีวิตมนุษย์อีกด้วย อันเป็นการวางหลักทางด้านโหราศาสตร์ให้มั่นคงกว่าในอดีต

อารยธรรมอัสซีเรียน


อัสซีเรียน



          ประมาณปี 3000 ก่อนคริสตกาล ขณะสุเมเรียนปกครองซูเมอร์ อัสซีเรียเป็นเซมิติค ได้เข้าตั้งมั่นในดินแดนทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย บนลุ่มแม่น้ำไทกรีสจากการไม่มีพรมแดนธรรมชาติช่วยป้องกันภัยทำให้อัสซีเรีย มักถูกโจมตีโดยชุมชนใกล้เคียงเริ่มจากสุเมเรียน อัคคาเดียนและอมอไรท์ เป็นต้น ขณะอยู่ภายใต้การปกครองของชนผู้เจริญเหล่านี้ อัสซีเรียได้เรียนรู้และรับอารยธรรมด้านต่าง ๆ ไว้โดยเฉพาะอารยธรรมสุเมเรียน-อมอไรท์  ประมาณปี 1815 ก่อนคริตกาลของอมอไรท์ปกครองเมโสโปเตเมีย ในสังคมอัสซีเรีย ปรากฎว่า Shamshi - Adas (1815-1782 B.C.) ซึ่งเป็นอมอไรท์ได้ตั้งตนเป็นผู้นำอัสซีเรียและพยายามสร้างความเป็นปึกแผ่น ให้แก่อัสซีเรียแต่ไม่ประสบความสำเร็จระหว่างปี 1310-1232 ก่อนคริสตกาลของคัสไซท์ปกครองเมโสโปเตเมียนั้น จากความพร้อมและความสามารถในการรบของอัสซีเรีย ซึ่งจัดตั้งจักรวรรดิอัสซีเรียครั้งที่หนึ่งได้สำเร็จ  (The First Assyrian Empire) ที่กรุงนิเนเวห์ (Nineveh) เป็นเมืองหลวง

          ความสามารถในการรบของอัสซีเรียเป็นที่ปรากฎ โดยสามารถกำจัดอำนาจจิตโตท์ออกจากดินแดนทางตะวันตกของลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีสได้สำเร็จ และอัสซีเรียต้องสู้รบกับกองกำลังของอียิปต์โบราณด้วยความเกรงใจ กองกำลังทหารของอัสซีเรีย อียิปต์โบราณ  และฮิตไตท์ได้รวมกำลังมุ่งสกัดต้านทานกำลังทหารของอัสซีเรีย อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิอัสซีเรียครั้งที่หนึ่งต้องสลายลงในปี 1232 ก่อนคริสตกาลระหว่างปี 858-612 ก่อนคริสตกาลเป็นช่วง สมัยจักรวรรดิอัสซีเรียครั้งที่สอง (The Second Assyrian Empire)

          อาณาจักรอัสซีเรียมีความเจริญมาช้านาน ตราบจนกระทั่งสิ้นสุดรัชสมัยของพระเจ้าอัสสุรบานิปาล (Assurbanipal)กรุงนิเนเวห์ (Nineveh) ได้ถูกทำลายลงโดยกองทัพร่วมของพวกมีเดีย และพวกบาบิโลเนีย หลังจากนั้นอาณาจักรอัสซีเรีย ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน อารยธรรมซึ่งเคยเจริญมาช้านานได้ดับวูบลง ทำให้อาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ของแคลเดียน (Neo Babylonian) ภายใต้การนำของกษัตริย์ Nebuchadnezza ขยายพระราชอาณาจักรและจุดแสงแห่งอารยธรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

          อาณาจักรอัสซีเรียได้รับอารยธรรมจากสุเมเรีย เช่นเดียวกับบาบิโลเนีย เพราะฉะนั้น ศิลปกรรมของอาณาจักรเหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ชนเผ่าอัสซีเรียมีนิสัยที่โหดร้ายทารุณ ตรงข้ามกับชาวบาบิโลเนียมีนิสัยที่อ่อนโยนและสุภาพ แต่เป็นสิ่งน่าแปลกมากที่ชาวอัสซีเรียกลับเป็นพวกที่มีอารยธรรมสูงไม่แพ้ชาวเมโสโปเตเมียกลุ่มอื่น ๆ 

📒ผลงานที่สำคัญ ได้แก

          1.จากแผ่นจารึก ที่นักโบราณคดีได้ค้นพบนั้นแสดงให้เห็นว่าชนกลุ่มนี้มีความสามารถในการแต่งบทประพันธ์และตำนานต่าง ๆ โดยจารึกเป็นอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiformเก็บไว้ในสถานที่ที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุด การเขียนหนังสือของคนพวกนี้ใช้วิธีเดียวกับชาวสุเมเรียและชาวบาบิโลเนีย โดยใช้เหล็กจารลงบนดินเหนียวแล้วนำไปเผาไฟ แผ่นจารึกอักษรคูนิฟอร์มแบบนี้นอกจากจะเป็นบันทึกในทางประวัติศาสตร์ ตำนาน และคำประพันธ์แล้ว บางชิ้นยังมีลักษณะเป็นจดหมายสื่อสารอีกด้วย เพราะเหตุว่าแผ่นจารึกที่เป็นจดหมายเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในก้อนดินเผา ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับซองจดหมายเวลาเขย่าจะมีเสียงดัง เพราะฉะนั้น เวลาจะอ่านจดหมายเหล่านี้จำเป็นต้องทุบส่วนนอกก่อน แล้วจึงจะพบตัวจดหมาย



          2.สถาปัตยกรรม : ที่สำคัญที่สุดและแสดงให้เป็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอัสซีเรีย สามารถดูได้จากพระราชวังของพระเจ้าซาร์กอน (Sargon) ที่คอร์ซาบัด (Khorsabas) (คนละองค์กับพระเจ้า Sargon แห่ง Akkad)พระราชวังนี้สร้างประมาณ 2,340 2,180 B.C. ก่อเป็นกำแพงสูงทึบเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป นักโบราณคดีหลายท่านสันนิษฐานว่าการที่ก่อสร้างตึกสูงเป็นชั้น ๆ โดยมีพระราชวังอยู่ชั้นบนนั้นเพื่อให้พ้นจากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ถึงแม้ว่าตัวตึกจะสูงมาก แต่ก็สามารถเดินถึงขั้นบนสุดได้โดยทางบันไดหรือสามารถขี่รถม้า (Chariot) ขึ้นไป โดยอาศัยทางลาดสำหรับตัวพระราชวังก่อด้วยอิฐเคลือบ เพราะฉะนั้นพื้นผิวจึงมีลักษณะเป็นมันงดงามมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูทางเข้าซิกกูรัต ตัวกำแพงที่ทำหน้าที่ค้ำตัวอาคาร และบรรดาป้อมค่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนมีรูปทรงเรขาคณิต โดยเฉพาะส่วนโค้งนับว่าเป็นรูปแบบที่สำคัญที่สุดในการสร้างพระราชวัง พวกอัสซีเรีย พวกเขาสามารถสร้างให้ส่วนโค้งกับตัวอาคารอื่น ๆ มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กัน จากหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ขุดพบได้ในพระราชวังคอร์ซาบัด (Khorsabad) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำเอาส่วนโค้งเข้ามาใช้ คือ ซากของท่อระบายน้ำและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่พบนั้นเป็นรูปครึ่งวงกลม การที่ชาวอัสซีเรียได้นำเอาลักษณะโค้งเข้ามาใช้ในสถาปัตยกรรมนี้เอง ทำให้นักโบราณคดีส่วนมากเชื่อว่าศิลปกรรมของเมโสโปเตเมีย เป็นพื้นฐานทางศิลปกรรมของพวกอียิปต์ และยุโรปในสมัยต่อมา

          3.การสลักภาพนูนต่ำ ( base relief ) เป็นมรดกทางศิลปกรรมที่สำคัญ แสดงภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวอัสซีเรีย ได้แก่ การล่าสัตว์ การทำสงคราม ศิลปวัฒนธรรมเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าอัสซูร์บานิปาล




          
4.ห้องสมุดนิเนเวห์ มีการเก็บรวบรวมงานเขียนที่เป็นแผ่นจารึกต่าง ๆไว้ถึง 22,000 แผ่น นับเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสมัยนั้น สร้างโดยพระเจ้าอัสซูร์บานิปาล


 
ห้องสมุดนิเนเวห์

อารยธรรมคัสไซท์


คัสไซท์ (Kassites)

          คัสไซท์เป็นผู้รุกรานจักรวรรดิบาบิโลเนียนของอะมอไรท์ ชาวคัสไซท์นั้นไม่ได้อารยธรรมใหม่แต่ยังคงรับและสืบทอดอารยธรรมของชาวสุเมเรียน-อะมอไรท์ อำนาจของชาวคัสไซท์ต้องสิ้นสุดลงด้วยการรุกรานจากพวกอัสซีเรียนที่เป็นกลุ่มชนทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำไทกรีส



อารยธรรมคัสไซท์

          ชาวคัสไซท์นั้นเป็นชาตินักรบ ดังนั้นสิ่งที่คัสไซท์ได้มอบให้แก่เมโสโปเตเมียนั้นคือ ยุทธวิธีในการสู้รบ รถในการทำศึกที่มีน้ำหนักเบา ม้าที่เหมาะกับการใช้ในสนามรบ และสุดท้ายคือ อาวุธสำริด สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวอัสซีเรียนซึ่งเป็นผู้ที่มารับช่วงต่อจากชาวคัสไซท์นั้นกลายเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ของเมโสโปเตเมียในเวลาต่อมา

อารยธรรมฟินิเซียน


ฟินีเซียน

          ชาวฟินีเชียนเป็นชนเผ่าเซเมติกเผ่าหนึ่ง มีชื่อเรียกดั้งเดิมว่า พวกแคนาไนต์ (Canaanites) อาศัยอยู่ในบริเวณดินแดนแคนาน (Cannaan) บริเวณแถบซีเรีย ปาเลสไตน์ โดยรับอารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์ ในระหว่าง 1,300 – 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ได้ถูกพวกอิสราเอลไลต์ (Israelites) และฟิลิสตินส์ (Philistines) เข้ารุกรานต้องสูญเสียดินแดนเกือบทั้งหมดยกเว้านบริเวณแถบชายฝั่งทะเลแคบ ๆ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เรียกว่าฟินีเซียนเท่านั้น หลังจากนั้นเป็นตันมาพวกแคนาไนต์ก็มีชื่อเรียกใหม่ว่า ฟีนีเชียน


          พวกฟินิเชียนได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่ชำนาญการเดินเรือมากที่สุดพวกหนึ่งในยุคโบราณ พวกเขากุมเส้นทางการค้าตามชายฝั่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  และมีเมืองท่าขนาดใหญ่ เช่นเมืองไทร์ (Tyre) เมืองไซดอน (Sidon)  เมืองบีบลอส (Byblos)ชาวฟีนีเชียนรับสินค้าอินเดียและตะวันออกไกลจากเมโสโปเตเมียไปขายยังอียิปต์ เอเชียไมเนอร์เอฟริกาเหนือและชายฝั่งตะวันตกของทวีปยุโรป เดินทางผ่านช่องแคบจิบรอลตาร์ (Gibraltar) เข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นพวกแรก พ่อค้าฟีนีเชียนยังนำเรือสินค้าไปค้าขายกับเกาะอังกฤษ สร้างสถานีการค้าและมีอาณานิคมของพวกตนจนถึงแถวสเปนเพื่อแสวงหาแร่เงินและ ดีบุก และได้นำเอาอารยธรรมตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปเผยแพร่ทางตะวันตก จัดตั้งอาณาจักรบนเกาชิชิลี และชายฝั่งทางตอนเหนือของแอฟริกา ได้แก่ เมืองคาร์เทจ (Carthage) อีกด้วย




📢อักษรฟินิเชี


          อักษรฟินิเชีย พัฒนามาจากอักษรคานาอันไนต์ยุคแรกเริ่ม ซึ่งปรากฏครั้งแรกราว 1,800-1,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช จารึกเก่าสุดมาจากไบบลอส อายุราว 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีอักษร 22 ตัว ไม่มีเครื่องหมายสระ ชื่อตัวอักษรเหมือนที่ใช้เรียกอักษรฮีบรูตัวอักษรมีลักษณะเป็นอักษรอัลฟาเบต (Alphabet) ซึ่งสะดวกในการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ บัญชีการค้า อักษรอัลฟาเบตของฟีนีเซียนเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไป และชาติต่าง ๆ ได้นำไปดัดแปลงเป็นตัวหนังสือของตน เช่น ในภาษากรีก และละติน



📢ภาษาฟินิเชี

          ภาษาฟินิเชีย เป็นภาษาที่มีจุดกำเนิดในชายฝั่งที่เรียก "Pūt" ในภาษาอียิปต์โบราณ "คานาอัน" ในภาษาฟินิเชีย ภาษาฮีบรูและภาษาอราเมอิก และเรียก "ฟินิเชีย"ในภาษากรีกและภาษาละติน เป็นภาษากลุ่มเซมิติกสาขาคานาอัน ใกล้เคียงกับภาษาฮีบรูและภาษาอราเมอิก บริเวณดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในเลบานอนและซีเรีย และอิสราเอลทางตอนเหนือ เป็นที่รู้จักจากจารึกต่างๆในไบบลอสและหนังสือที่เขียนด้วยภาษาต่างๆ

          จารึกภาษาฟินิเชียเก่าสุดพบในไบบลอส อายุราว 457 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งพบทั้งใน เลบานอน ซีเรีย อิสราเอล ไซปรัส เกาะซิซิลีตูนีเซีย โมร็อกโก แอลจีเรีย มอลตา และที่อื่นๆในคาบสมุทรไอบีเรีย การถอดความภาษาฟินิเชียใช้ความรู้ภาษาฮีบรูเป็นพื้นฐาน

          การจำแนกสำเนียงต่างๆของภาษาฟินิเชียทำได้ยากเพราะการเขียนไม่แสดง เครื่องหมายสระ เครื่องหมายสระเริ่มปรากฏในยุคท้ายๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเขียนด้วยอักษรที่มีพื้นฐานคล้ายอักษรกรีกหรืออักษรละติน ความคล้ายคลึงระหว่างภาษาฟินิเชียกับภาษาใกล้เคียงคือมีการยกเสียงสระสูง ขึ้น เช่น ā เป็น ū (และภาษาฮีบรู ō) , เช่น rūs "หัว" (ภาษาฮีบรู ראש rôš) การยกเสียงสระนี้พบในภาษาอียิปต์โบราณด้วย โดยมีหลักฐานจากภาษาคอปติก

          ในด้านไวยากรณ์ ภาษาฟินิเชียยังมีการลงท้ายการก คำศัพท์บางคำต่างไปเช่นมีคำกริยา KN "เป็น อยู่ คือ" (เช่นเดียวกับภาษาอาหรับ) และ P‘L "ทำ” และใช้ bal "ไม่" (ภาษาอราเมอิก/ฮีบรู lō < *lā‘)

          ภาษาฟินิเชีย เคยใช้พูดใน เลบานอนตูนีเซียทางใต้ของ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คาบสมุทรไอบีเรียมอลตาทางใต้ของฝรั่งเศสไซปรัสเกาะซิซิลีและตามแนวชายฝั่งและเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบันได้สูยหายไปเพราะถูกพัฒนาไปเป็นภาษาปูนิก เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 12






📢ศาสนาของชาวฟินิเชีย


          ศาสนาของชนเผ่าฟินิเชียนมีส่วนสำคัญในชีวิตของเขามาก ศาสนานี้นับถือเทพเจ้ามาก แต่ละองค์มีนามทั่วไปว่า บาอัล (Baal) เหมือนกันหมด พิธีกรรมของศาสนานี้มีการฆ่ามนุษย์บูชายัญและการสังเวยเทพเจ้าด้วยกาม ความจริงพิธีกรรมแบบหลังนี้มิใช่มีแต่ของชาวฟินิเชียนเท่านั้น แม้ในศาสนาที่ตายแล้วอื่นๆ เช่น ของอียิปต์ ของกรีก และแม้ศาสนาฮินดูบางสาขา ซึ่งเป็นศาสนาที่มีผู้นับถืออยู่ในปัจจุบันก็มีพิธีกรรมทำนองนี้