แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะวันออก แสดงบทความทั้งหมด

อารยธรรมเกาหลี


          เกาหลีเป็นประเทศหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  ตามตำนาน เกาหลีก่อตั้งขึ้นในยุค 2,300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เกาหลีได้พัฒนาจนเป็นอิสระจากจีน แต่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน ตลอดประวัติศาสตร์พวกเขา เกาหลีได้ยืมขนบประเพณีและความคิดของจีน อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ดัดแปลงแก่ไขสิ่งที่พวกเขายืมมาให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเองเหมือนกับชาวญี่ปุ่น

แจกันเซลาดอนของเกาหลี
เครื่องปั้นดินเผาเซลาดอนมีราคาสูง ทำขึ้นในยุคราชวงศ์โครยอ

          ภูมิศาสตร์ของประเทศเกาหลี เกาหลีเป็นคาบสมุทร ยาวยืดจากทางตอนเหนือของประเทศจีนลงไปทางใต้ บนแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย มีเพียงแม่น้ำยาลู (Yalu) และตูเมน (Tumen) เท่านั้นที่แยกเกาหลีออกจากเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่มากทางตอนเหนือ ดังนั้นการที่จะทำการใด ๆ ระหว่างทั้งสองประเทศจึงค่อนข้างง่ายตลอดประวัติศาสตร์ เกาหลียังอยู่ใกล้กับเกาะญี่ปุ่น บางครั้ง วัฒนธรรมจีนก็ได้แพร่กระจายไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านทางเกาหลี
ภูเขาแดดุนซันและบริเวณพื้นที่โดยรอบ แสดงให้เห็นภาพภูมิทัศน์ที่เป็นหินของคาบสมุทรเกาหลี

          การก่อตั้งเกาหลี  ผู้คนที่อาศัยอยู่ครั้งแรกในเกาหลีอาจเป็นเผ่าร่อนเร่มาจากทางเหนือ พวกเขาอาศัยอยู่เป็นเผ่าพันธุ์  เมื่อ 108 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จีนฮั่นได้บุกรุกเกาหลีตอนเหนือ ชาวเกาหลีต่อต้านและได้ดินแดนที่เสียไปมากที่สุดกลับคืนมา ประมาณ 75 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาอีก 700 ปี อาณาจักรสามก๊กหลักได้เกิดขึ้นในเกาหลี อาณาจักรเหล่านี้ต่อสู้เพื่ออำนาจสูงสุดหรือการปกครองคาบสมุทรเกาหลี
          อาณาจักรซิลลา (Silla kingdom) ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ได้พิชิตอาณาจักรอีกสองแห่ง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6 และได้ขับไล่ชาวจีนทีเหลืออยู่ออกไป อาณาจักรซิลลา ได้รวมเกาหลีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นครั้งแรก  แต่ในไม่ช้า ขุนนางชิลลาได้ต่อสู้กันเองเพื่อแย่งอำนาจ ชาวนายังได้ก่อกบฏอีกด้วย ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้อาณาจักรซิลลาล่มสลายในคริสต์ศักราช 935 อาณาจักรที่ชื่อว่า โครยอ (Koryo kingdom) ก็เข้ามาแทนที่ ชื่อ Korea ได้วิวัฒนาการมาจากชื่อของอาณาจักรนี้

          จีนเข้ามามีอิทธิพลต่อเกาหลี นักปกครองอาณาจักรโครยอ ได้จำลองการปกครองตามการปกครองของจีน เกาหลียังได้เรียนรู้การเพาะปลูกข้าวและบางครั้งก็เรียนรู้การผลิตกระดาษจากจีน นอกจากนี้พวกเขาดัดแปลงแก้ไขรูปแบบศิลปะจีน รวมทั้งวิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา ในความเป็นจริง เกาหลีเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่อง ศิลาดล (Celadon - SEHL•uh•DAHN – ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่เผาในอุณหภูมิสูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบเงาสีเขียวปนฟ้า เกาหลียังได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบความเชื่อสองระบบจากประเทศจีน คือ ศาสนาพุทธและขงจื้ออีกด้วย พุทธศาสนานำมาใช้เป็นครั้งแรกโดยเหล่าขุนนางและต่อมาก็เป็นคนทั่วไป จากนั้นก็แพร่กระจายจากเกาหลีไปยังประเทศญี่ปุ่น
----------------------------------------
วัดแฮอินซา (Haein-sa Tample)

          วัดแฮอินซาหรือวัดแห่งการสะท้อนแสงบนทะเลอันเงียบสงบ (Temple of Reflection on a Calm Sea) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดทางพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีใต้  ตามตำนาน วัดสร้างขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 โดยกษัตริย์ของอาณาจักรซิลลา พระองค์ต้องการที่จะยกย่องพระพุทธเจ้าเพราะพระสงฆ์ชาวพุทธสองรูปได้รักษาภรรยาของพระองค์ให้หายจากโรคร้ายแรง
          วัดแฮอินซาเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในฐานะเป็นสถานที่กำเนิดของพระไตรปิฏกเกาหลี (Tipitaka Koreana) ซึ่งเก็บรวบรวมแม่พิมพ์ไม้มากกว่า 81,000 ตัว สืบมาจากกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นแม่พิมพ์ที่จัดเก็บคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลก
          ในการตระหนักถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระตรีปิฎกและทางศาสนา องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนวัดแฮอินซาเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในคริสต์ศักราช 1995 (พ.ศ. 2538)
----------------------------------------


แผนที่การขยายอิทธิพลของจีน  ค.ศ.  600 - 1400

          การต่อต้านผู้บุกรุกจากต่างแดน  เกาหลียังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นอิสระมานานหลายศตวรรษ แต่ก็ต้องต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากควบคุมของต่างชาติ  ในคริสต์ทศวรรษ 1,231เหล่าผู้พิชิตมองโกลจากจีน ได้บุกเข้ามายังอาณาจักร พวกเขาเรียกร้องส่วยเป็นอันมาก รวมทั้งวัสดุและทหาร พวกเขายังพาเด็กและแรงงานที่มีฝีมือหลายพันคนไปเป็นทาส อิทธิพลมองโกลครอบงำเกาหลีจนถึงคริสต์ทศวรรษที่ 1360 เมื่อจักรวรรดิมองโกลล่มสลาย
          ในคริสต์ศักราช 1392 ตระกูลอี (Yi) ที่เกรียงไกรได้เข้าปกครอง สถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือ ราชวงศ์ โชซ็อน (Choson) ซึ่งปกครองเกาหลีเป็นเวลานานกว่า 500 ปี นักปกครองราชวงศ์โชซ็อน ได้เลือกเมืองหลวงใหม่ เรียกว่า โซล (Seoul) บนฝั่งแม่น้ำฮัน (Han River) ในตอนกลางของประเทศ พวกเขาได้ดำเนินการเสริมสร้างการป้องกันให้เข้มแข็ง ด้วยการสร้างป้อมตามแนวชายแดนภาคเหนือที่ติดกับประเทศจีนและขับไล่โจรสลัดญี่ปุ่นจากฐานที่บนเกาะออกจากชายฝั่ง การกระทำเหล่านี้ได้นำมาสันติภาพมาสู่เกาหลีเป็นระยะเวลานาน  อย่างไรก็ตาม ในคริสต์ศักราช 1592 กองทัพญี่ปุ่นได้บุกเกาหลี  ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรจีน เกาหลียับยั้งการเดินทัพของญี่ปุ่นที่แม่น้ำยาลู แต่พวกเขาใช้เวลาอีกหกปีในการผลักดันให้ผู้บุกรุกออกจากคาบสมุทรเกาหลี

อารยธรรมญี่ปุ่น


          ญี่ปุ่นตั้งอยู่นอกชายฝั่งของเอเชีย 120 ไมล์ ในบางวิธี ญี่ปุ่นเป็นสถานที่สำหรับอาศัยอยู่ลำบาก ที่ดินเพียงร้อยละ 15 เป็นที่ราบเพียงพอสำหรับการทำการเกษตร เกาะญี่ปุ่นมีเชื้อเพลิงธรรมชาติเพียงเล็กน้อย เช่น ถ่านหินและน้ำมัน แต่ญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ มีอากาศอบอุ่น มีปริมาณน้ำฝนเพื่อให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นเกาะ ทะเลจึงมีปลาที่อุดมสมบูรณ์สำหรับเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังป้องกันจากการบุกรุกอีกด้วย

          🎎ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจให้กับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ภูเขาจำนวนมากและปริมาณน้ำฝนชุกของญี่ปุ่นมีผลให้เป็นดินแดนที่เขียวชอุ่ม วัฒนธรรมญี่ปุ่นมักจะเป็นการแสดงออกถึงความรักของความงามตามธรรมชาตินี้ รูปแบบของการแสดงออกอย่างหนึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมที่รู้จักกันเป็นว่า ชินโต (Shinto) ชินโตหมายถึง "วิถีทางแห่งเทพเจ้า" ชินโตตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพต่อธรรมชาติและบรรพบุรุษ ตามคำสอนของชินโต หิน ต้นไม้ แม่น้ำและวัตถุธรรมชาติอื่น ๆ มักจะเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณเทพเจ้า

          🎎เพื่อนบ้านของญี่ปุ่น  เพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงที่สุดของญี่ปุ่น คือ จีนและเกาหลี ทั้งสองประเทศได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น แต่อารยธรรมจีนทรงประสิทธิภาพมีอิทธิพลที่เข้มแข็งที่สุด ในความเป็นจริง จีนได้ให้ชื่อแก่ญี่ปุ่น ชาวจีนพูดถึงเกาะทางทิศตะวันออกว่าเป็น "ดินแดนแห่งดวงอาทิตย์อุทัย (the land of the rising sun)" ซึ่งก็คือ Nippon ในภาษาญี่ปุ่น Nippon คือคำที่ญี่ปุ่นเรียกประเทศของพวกเขา
ประตูโทะริอิ


ประตูโทระริอิ (Torii ฝรั่งเรียก Floating Shinto Gate = ประตูชินโตลอยน้ำ)
เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาชินโต ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น


          🎎จักรพรรดิของญี่ปุ่น  เป็นเวลาหลายศตวรรษ สังคมญี่ปุ่นได้รับการระเบียบด้วยตระกูลที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพ ตระกูลคือกลุ่มของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกันโดยมีบรรพบุรุษร่วมกัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ตระกูลยามาโตะ (Yamato) แห่งญี่ปุ่นตอนกลางได้ก่อตั้งตัวเองเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด จักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นมาจากตระกูลนี้ ประเพณีญี่ปุ่นถือว่าสมาชิกของตระกูลยามาโตะเป็นลูกหลานของเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ จักรพรรดิเป็นมนุษย์ แต่เป็นเพราะประเพณีนี้ ญี่ปุ่นยังปฏิบัติต่อจักรพรรดิในฐานะเป็นเทพเจ้าหรือเหมือนกับเทพเจ้า

          จักรพรรดิเรียกร้องสิทธิในการปกครอง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวขุนนางที่ร่ำรวยมักจะยึดครองอำนาจที่แท้จริง ผู้ปกครองคนหนึ่งที่ยึดครองอำนาจ คือ เจ้าชายโชโตกุ (Shōtoku - SHOH•toh•KOU) ไม่ได้เป็นจักรพรรดิ แต่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคือบุคคลที่ปกครองในขณะที่ผู้ปกครองไม่อยู่ ป่วยหรือเด็กเกินไปที่จะบริหารประเทศ


เจ้าชายโชโตกุ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 7
พร้อมด้วยโอรสทั้งสองของพระองค์

          🎎การปกครองของเจ้าชายโชโตกุ  เจ้าชายโชโตกุ ซึ่งปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่คริสต์ศักราช 593 ถึง 622 รู้สึกประทับใจกับวัฒนธรรมจีน พระองค์ได้ส่งนักปราชญ์ญี่ปุ่นไปศึกษายังประเทศจีน นอกจากนี้ พระองค์ยังอ้าแขนรับแรงงานที่มีทักษะจากประเทศจีนไปยังประเทศญี่ปุ่น เจ้าชายโชโตกุได้เปิดสถานทูตในประเทศจีน นอกจากนี้ พระองค์ยังได้วางแนวทางให้กับผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการขงจื้อ (ความจริงมีคำสอนของศาสนาพุทธด้วย เนื่องจากผสมผสานกันมาจากจีน – ผู้แปล) เช่น ความจงรักภักดีและความเคารพ แนวทางเหล่านี้กลายเป็นที่รู้จักกันว่า ธรรมนูญ 17 มาตรา (Seventeen-Article Constitution)


          แง่มุมหนึ่งในวัฒนธรรมของจีนที่ประทับใจเจ้าชายโชโตกุ คือ พุทธศาสนา ด้วยการสนับสนุนของโชโตกุ พระพุทธศาสนาจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในประเทศญี่ปุ่น พวกเรารู้แล้วว่าพุทธศาสนามีพื้นฐานมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า (สิทธารถะ เคาตะมะ) พระพุทธเจ้าประสูติในประเทศอินเดีย  ไม่ใช่ประสูติในญี่ปุ่น ดังนั้น ชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาท้าทายลัทธิชินโต ซึ่งเป็นระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการสนับสนุนพุทธศาสนาของเจ้าชายโชโตกุ อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ชาวญี่ปุ่นก็ผสมผสานทั้งสองศาสนาเข้าด้วยกัน (ทำนองเดียวกับอินเดียและไทย ที่ผสมผสานพุทธเข้ากับพราหมณ์เป็นฮินดู – ผู้แปล) พวกเขายอมรับพุทธศาสนา แต่ดัดแปลงพระพุทธศาสนาให้เป็นรูปแบบขนบธรรมเนียมญี่ปุ่นดั้งเดิม ในเวลาเดียวกันพวกเขายังคงปฏิบัติศาสนาชินโตต่อไป

          🎎วัฒนธรรมญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนอย่างไม่ลืมหูไม่ลืมตา แต่ญี่ปุ่นเอาความคิดของต่างชาติเหล่านี้และดัดแปลงวัฒนธรรมเหล่านั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง พระพุทธศาสนาเป็นตัวอย่างที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งของการปฏิบัตินี้

          🎎พุทธศาสนาในญี่ปุ่น พุทธศาสนาเริ่มขึ้นในประเทศอินเดียในยุค 500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังประเทศจีนและเกาหลี และเข้ามาถึงญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 พุทธศาสนามีอิทธิพลอย่างเข้มแข็งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่น ได้รับความนิยมเป็นครั้งแรกในสังคมชั้นสูงและต่อมาในหมู่ผู้คนทั่วไป ความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ว่า คนจะได้รับความสงบและความสุขได้ โดยการใช้คุณธรรมและภูมิปัญญานำชีวิต ดึงดูความสนใจแก่ผู้คนมากมาย

          รูปแบบหรือนิกายต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาได้รับการพัฒนาในประเทศญี่ปุ่นหลายศตวรรษที่ผ่านมา นิกายเซน (Zen) ซึ่งถือว่า บางสิ่งบางอย่างที่มีความล้ำค่าและศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ในแต่ตัวบุคคลแต่ละคน กลายเป็นที่นิยมมาก ความเชื่อนั้นให้ความสำคัญในความมีวินัยในตนเอง ความเรียบง่ายและการทำสมาธิ สานุศิษย์ของนิกายเซนมุ่งเน้นการบรรลุสันติสุขภายใน พวกเขาเชื่อว่า ภาพสะท้อนที่เงียบสงบมีประโยชน์มากกว่าการปฏิบัติพิธีกรรมหรือการศึกษาหนังสือทางศาสนา ในขณะเดียวกัน นิกายเซนให้กำลังใจแก่คนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ การผสมผสานกันของความเรียบง่ายและความกล้าหาญนี้ทำให้นิกายเซนเป็นที่นิยมของทหาร

          🎎วรรณกรรมญี่ปุ่น  อิทธิพลของจีนยังคงมีอยู่ในวรรณคดีญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ญี่ปุ่นพัฒนาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของตัวเอง หนึ่งในนักเขียนที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น คือ เลดี้ มุระซะกิ ชิคิบุ (Murasaki Shikibu - MOO•rah•SAH•kee  SHEE•kee•BOO) เธออาศัยอยู่ในราชสำนักของจักรพรรดิในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10  มุระซะกิได้เขียนตำนานเกนจิ (The Tale of Genji) ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเจ้าชายในราชสำนัก มันเป็นเวลานาน เรื่องจริงมุ่งเน้นไปที่ตัวละครตัวเดียว คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ตำนานนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่สำคัญของโลก

          ในพื้นที่ของละคร ญี่ปุ่นได้พัฒนารูปแบบที่แตกต่างกันสองรูปแบบ คือ โนห์ (noh) และคาบุกิ (kabuki - kuh•BOO•kee) ละครโนห์คือการบรรยายตำนานและนิทานพื้นบ้านหลาย ๆ ครั้ง นักแสดงจะสวมหน้ากากไม้ทาสีเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ และใช้ท่วงท่า เครื่องแต่งกาย และเพลงเพื่อบอกเล่าเรื่องราว  ละครเหล่านี้ได้รับการละเล่นทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและคนทั่วไป ละครคาบุกิได้ผสมผสานการร้องเพลงและการเต้นรำที่เย้ายวนใจเข้ากับเครื่องแต่งกายอันประณีตและการแต่งหน้าอันหนาเตอะ ละครชนิดนี้เป็นทางการมากขึ้นกว่าละครโนห์ รูปแบบของละครคาบุกิมักจะเกี่ยวข้องกับคนทั่วไป ทั้งละครโนห์และละครคาบุกิยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน



เลดี้มุระซะกิ ผู้เขียนตำนานเกนจิ เล่ารายละเอียดชีวิตในราชสำนักญี่ปุ่น

          🎎รูปแบบพิเศษของบทกวี บางส่วนของบทกวีของญี่ปุ่นอันเป็นที่นิยมมากที่สุด จะสั้นมากเมื่อเทียบกับบทกวีจากประเทศอื่น ๆ รูปแบบสั้น ๆ รูปแบบหนึ่งของบทกวี เรียกว่า ไฮกุ (haiku) มันมีเพียง 17 พยางค์ สามบรรทัด บรรทัดแรกมี 5 พยางค์ บรรทัดที่สองมี 7 พยางค์ และบรรทัดที่สามมี 5 พยางค์  มัตสึโอะ บาโช (Matsuo Basho) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นกวีไฮกุที่ยิ่งใหญ่ เขาได้เขียนบทกวีที่มีจิตวิญญาณอันสะท้อนถึงความเงียบสงบแห่งเซน เช่น บทกวีบทนี้เกี่ยวกับสระน้ำ

                                 An old silent pond . . .
                                          Into the pond a frog jumps,
                                          splash! Silence again.

(มีสระโบราณอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง... กบตัวหนึ่งกระโดดลงไปในสระแห่งนั้น เล่นน้ำ ความสงบก็กลับมาอีกครั้ง.)

          🎎ศิลปะญี่ปุ่นที่โดดเด่น ทั้งสองรูปแบบ ซึ่งมักจะได้รับการแสดงในวรรณกรรมและบทละครญี่ปุ่น มีความเรียบง่ายและความรักในความงามของธรรมชาติ รูปแบบเหล่านี้ยังปรากฏในรูปแบบศิลปะอื่น ๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย

          ญี่ปุ่นก็เหมือนกับจีน เขียนหนังสือด้วยพู่กันและหมึกบนกระดาษ พวกเขาถือว่าการเขียนเป็นวิธีการแห่งการอธิบายความงาม การประดิษฐ์ตัวอักษรคือศิลปะการเขียนที่สวยงาม  ตัวอักษรแต่ละตัวเขียนด้วยสีเป็นระเบียบเป็นชุด ๆ ตามจังหวะแปรง พู่กันทำให้รูปร่างและขนาดของตัวอักษรแตกต่างกันซึ่งแสดงความหมายแตกต่างกัน

          แปรงที่เขียนสีด้วยหมึกบนม้วนกระดาษและผ้าไหม ได้เริ่มต้นขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 6 การออกแบบตามแบบฉบับญี่ปุ่นมีรายละเอียดมาก  แสดงให้เห็นถึงภูมิทัศน์ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และชีวิตประจำวัน บางครั้งคำบรรยายสั้น ๆ จะถูกเขียนเป็นศิลปะในตัวเอง

          ศิลปะการจัดดอกไม้เป็นประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่ถูกนำไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยชาวพุทธ ผู้คนได้ใช้การเตรียมการแบบง่าย ๆ ซึ่งเน้นความงามของดอกไม้ ชาวสวนที่มีทิวทัศน์เป็นชีวิตจิตใจ ยังพยายามที่จะสร้างสวนเพื่อแสดงให้เห็นความงามของธรรมชาติ สวนดังกล่าวได้รับการจัดด้วยก้อนหินกับทางเดินและดอกไม้หรือต้นไม้เล็กน้อย ในปัจจุบันนี้ การจัดสวนและการจัดดอกไม้ยังคงรูปแบบศิลปะที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่น

          🎎การก่อกำเนิดของสังคมทหาร ญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายโชโตกุในคริสต์ศักราช 622 จักรพรรดิยังคงมุ่งการปกครองที่ศูนย์กลาง แต่เขาก็เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น มีบางคนซึ่งดูเหมือนจะมีอำนาจ แต่ไม่ปรากฏตัว  ขุนนางเศรษฐีเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 อำนาจของพวกเขาก็เริ่มลดลง
----------------------------------
ภาพลำดับการปกครองของญี่ปุ่นในประวัติศาสตร์


ระบบศักดินาในสังคมญี่ปุ่นโบราณ

1. จักรพรรดิ ผู้ปกครองนี้อยู่ด้านบนของ สังคมญี่ปุ่น แต่มีอำนาจที่แท้จริงเล็กน้อย

2.  โชกุนและไดเมียว (ไดเมียว แปลว่า มูลนาย)  โชกุนเป็นไดเมียวที่สำคัญที่สุดหรือเจ้าของที่ดินที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของญี่ปุ่น
3.  ซามูไร  เป็นนักรบของญี่ปุ่น
4.  ชาวนาและช่างฝีมือ ชนเหล่านี้เป็นแรงงานที่เสกสรรปั้นแต่งชนชั้นที่ใหญ่ที่สุด
5.  พ่อค้า แตกต่างจากชาวนาและช่างฝีมือ พวกเขาไม่ได้ผลิตสินค้าสนับสนุนสังคม
------------------------------------------
          🎎ระบบศักดินาในประเทศญี่ปุ่น  เจ้าของที่ดินผู้ยิ่งใหญ่ที่รู้จักในฐานะไดเมียว (DY•mee•OH) ละเลยรัฐบาลกลาง แต่พวกเขาทำหน้าที่มากขึ้นและมากขึ้นในฐานะเป็นผู้ปกครองอิสระในท้องถิ่น พวกเขาได้ว่าจ้างนักรบที่เรียกว่า ซามูไร (samurai - SAM •uh•ry) เพื่อป้องกันและการโจมตีไดเมียวอื่น ๆ

          เนื่องจากอำนาจของไดเมียวเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงทำให้เกิดความวุ่นวายมากมาย  เจ้าของที่ดินผู้น้อยที่ต้องการการป้องกัน พวกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับใช้ขุนนางเหล่านั้น เพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางผู้มีอำนาจมากกว่า คนที่ได้รับที่ดินและการคุ้มครองจากขุนนางเป็นการตอบแทนที่ให้การรับใช้ เรียกว่า ข้าราชบริพาร ระบบขุนนาง-ข้าราชบริพารนี้ได้เพิ่มอำนาจให้กับไดเมียว นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของระบบศักดินาในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

          โชกุนและซามูไร  ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 ผู้นำทางทหาร เรียกว่า โชกุน (shoguns) ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่น โชกุนหมายถึง "ผู้บัญชาการกองทัพสูงสุดหรือแม่ทัพใหญ่”  โชกุนไม่ได้เป็นเพียงผู้นำกองทัพเท่านั้น พวกเขายังปกครองประเทศอีกด้วย โดยปกครองในนามของจักรพรรดิ แต่มักจะเอาผลประโยชน์ของตัวเองมาเป็นอันดับแรก โชกุนที่สำคัญคนหนึ่งคือโทะกุงะวะ อิเอะยะสึ (TOH•koo•Gah•gah•WAh EE•yeh•YAH•soo) ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การปกครองของผู้สำเร็จราชการหรือทหาร (โชกุน) เป็นเวลาเกือบ 700 ปี

          โชกุนเป็นผู้นำกองทัพซามูไรอันยิ่งใหญ่ ซามูไร นักรบที่น่ากลัว ได้สาบานว่าจะรับใช้ขุนนางของพวกเขาไปจนวันตาย การตายอย่างมีเกียรติเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขามากกว่าการมีชีวิตที่ยืนยาว ซามูไรใช้ชีวิตโดยจรรยาบรรณที่ไม่ได้เขียนไว้ เรียกว่า บูชิโด (bushido) ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติ ความจงรักภักดีและความกล้าหาญ ซามูไรยังให้คำมั่นสัญญาเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าและความเอื้ออาทรต่อคนยากจน พุทธศาสนานิกายเซนเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตพวกเขา คุณค่าและประเพณีซามูไรยังคงดึงดูดความสนใจแก่ญี่ปุ่นจำนวนมากแม้ในปัจจุบันนี้
----------------------------------------------------------
ผู้สร้างประวัติศาสตร์


ภาพวาดโทะกุงะวะ

โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ (มีชีวิตอยู่ระหว่างคริสต์ศักราช 1543 – 1616)
          ความขัดแย้งได้ติดตามโทะกุงะวะ อิเอะยะสึ ซึ่งเป็นโชกุนที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อตอนที่เขาอายุสองขวบ เขาถูกแยกออกจากแม่ของเขาเนื่องจากครอบครัวแตกร้าว  เมื่อเขาอายุได้หกขวบ พ่อของเขาถูกฆ่าตาย เมื่อเป็นผู้ใหญ่ อิเอะยะสึมักจะอยู่ในสงคราม

          เมื่อเขากลายเป็นผู้ปกครอง อิเอะยะสึต้องการจะทำประเทศให้สงบสุขและมั่นคง เขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์และสรุปว่า การปกครองที่แข็งแกร่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้นจึงจะนำความสงบสุขและความมั่นคงมาให้
-----------------------------------------------
          โชกุนผู้เกรียงไกรอีกสามคน  ผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งสามคนที่สืบทอดตำแหน่งมาตามลำดับได้ยุติการสู้รบในหมู่ไดเมียว ด้วยการทำเช่นนั้น พวกเขาได้ช่วยในการรวมประเทศ

          ในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1500 โอะดะ โนะบุนะงะ (Oda Nobunaga - OH•dah NOH• boo•NAH•gah) ไดเมียวผู้เกรียงไกร ได้ขึ้นครองอำนาจ ทหารของเขาเป็นชาวญี่ปุ่นพวกแรกที่ใช้ปืนในการต่อสู้ แม้ว่าพวกเขา ซึ่งมักจะมีจำนวนมากกว่า เป็นผู้มีชัยเสมอ ๆ  ด้วยสงครามและการเจรจา โนะบุนะงะได้เข้าควบคุมญี่ปุ่นเกือบครึ่งหนึ่ง

          ไม่นานนักหลังจากที่โนะบุนะงะเสียชีวิตในคริสต์ศักราช 1582 โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (Toyotomi Hideyoshi - TOH•yoo•TOH• Mee HEE•deh•Yoh•shee) แม่ทัพที่ดีที่สุดของเขา ได้ยึดเอาสถานที่ตั้งของเขา ฮิเดะโยะชิได้ควบคุมญี่ปุ่นทั้งหมด ด้วยกองกำลังและพันธมิตรทางการเมือง เขาเสียชีวิตในคริสต์ศักราช 1598 แล้วแม่ทัพของเขาได้ทำสงครามกันเอง เพื่อการปกครองประเทศญี่ปุ่น ผู้ชนะ คือ โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ ตั้งตัวเป็นโชกุนในคริสต์ศักราช 1603 เขาก่อตั้งราชวงศ์ โทะกุงะวะ ครองอำนาจในญี่ปุ่นจนถึงคริสต์ศักราช 1867

          ในขณะที่อิเอะยะสึเป็นโชกุน ญี่ปุ่นกำลังเจริญความสัมพันธไมตรีกับยุโรป แต่อิเอะยะสึและผู้สืบทอดเกิดความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอิทธิพลจากต่างประเทศที่เข้าสู่ญี่ปุ่น ดังนั้นพวกเขาจึงขับไล่พ่อค้าและมิชชันนารีชาวต่างชาติออกไป พวกเขาห้ามศาสนาคริสต์และสำเร็จโทษชาวคริสต์ญี่ปุ่น  นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ชาวญี่ปุ่นออกจากประเทศญี่ปุ่นและยุติการค้าขายกับต่างประเทศเกือบทั้งหมด ในเวลานั้น ญี่ปุ่นเดินเข้าไปสู่ช่วงเวลาแห่งการอยู่โดดเดี่ยว หรือแยกตัวจากโลก จนถึงคริสต์ทศวรรษที่ 1850

      การดำเนินชีวิตประจำวัน
มองเข้าไปด้านในปราสาทฮิเมจิ (Himeji)



ปราสาทฮิเมจิ


การดำเนินชีวิตในปราสาทฮิเมจิ ญี่ปุ่นโบราณ
          นักรบซามูไรในญี่ปุ่นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 อาจอาศัยอยู่ในปราสาทขนาดใหญ่ของขุนนาง หรือไดเมียว ที่ได้รับแต่งตั้ง มันอาจจะดูเหมือนปราสาทฮิเมจิที่แสดงให้เห็นในภาพ ไดเมียวได้สร้างขึ้นปราสาทสำหรับการป้องกันเป็นหลัก แต่มันยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดการที่ดินของขุนนางอีกด้วย
          ปราสาทเหล่านี้และเมืองที่สร้างขึ้นรอบปราสาทเป็นที่ตั้งของครอบครัวทหาร เจ้าหน้าที่และซามูไร ดังที่แสดงด้านล่างนี้ มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายมีอิทธิเหนือชีวิตในปราสาทในเวลานี้
1.  ทหาร ในฐานะที่เป็นทหารอาศัยอยู่ในปราสาท คุณก็พร้อมเสมอที่จะปกป้องปราสาท ในระหว่างที่มีความสบสุข คุณได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกอบรมอยู่บนบริเวณปราสาท
2.  อาลักษณ์  ในฐานะที่เป็นอาลักษณ์ คุณได้เขียนจดหมายและทำให้แน่ใจว่าสาส์นได้ส่งมอบให้ซามูไรอื่น ๆ และต่อองค์จักรพรรดิ
3.  เหล่าภรรยาซามูไร  ในฐานะที่เป็นภรรยาของซามูไร คุณให้การศึกษาและสอนมารยาทแก่บุตรสาว อย่างไรก็ตามคุณยังอาจจะบังคับบัญชาทหารของปราสาทขณะที่สามีของคุณไม่อยู่
4.  นันทนาการ  คุณและครอบครัวของคุณอาจจะมีความสุขในความสามารถของนักดนตรี
5.  บ่าวไพร่  ถ้าคุณเป็นคนรับใช้ คุณได้ใช้เวลาในการเตรียมอาหาร ทำความสะอาดห้อง ซักผ้าเสื้อผ้าและทำให้ปราสาทอยู่ในระเบียบเรียบร้อย


อารยธรรมจีน


          ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี รากฐานที่สำคัญของอารยธรรมจีนคือ การสร้างระบบภาษาเขียน และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อ เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ประวัติศาสตร์จีนมีทั้งช่วงที่เป็นปึกแผ่นและแตกเป็นหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรมของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งถ่ายทอดไปทั้งการอพยพ การค้า และการยึดครอง 

อารยธรรมจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีแหล่งอารยธรรมที่สำคัญ 2 แหล่ง คือ

          🐟 ลุ่มแม่น้ำฮวงโห พบความเจริญที่เรียกว่า วัฒนธรรมหยางเชา ( Yang Shao Culture ) พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผาเป็นลายเขียนสี มักเป็นลายเรขาคณิต พืช นก สัตว์ต่างๆ และพบใบหน้ามนุษย์ สีที่ใช้เป็นสีดำหรือสีม่วงเข้ม นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลักลายเป็นรูปลายจักสาน ลายเชือกทาบ

          🐟 ลุ่มน้ำแยงซ ( Yangtze ) บริเวณมณฑลชานตุงพบวัฒนธรรมหลงซาน ( Lung Shan Culture )   พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผามีเนื้อละเอียดสีดำขัดมันเงา คุณภาพดีเนื้อบางและแกร่ง เป็นภาชนะ 3 ขา  

          สมัยประวัติศาสตร์ของจีนแบ่งได้ 4 ยุค 
  • ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชาง สิ้นสุดสมัยราชวงศ์โจว
  • ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น จนถึงปลายราชวงศ์ชิงหรือเช็ง
  • ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มปลายราชวงศ์เช็งจนถึงการปฏิวัติเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม
  • ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เริ่มตั้งแต่จีนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์จนถึงปัจจุบัน


อารยธรรมจีนในสมัยราชวงศ์ต่างๆ มีดังนี้

👑ราชวงศ์ชาง 
          เป็นราชวงศ์แรกของจีนมีการปกครองแบบนครรัฐ มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้เป็นครั้งแรก พบจารึกบนกระดองเต่า และกระดูกวัว เรื่องที่จารึกส่วนใหญ่เป็นการทำนายโชคชะตาจึงเรียกว่า “กระดูกเสี่ยงทาย” มีความเชื่อเรื่องการบูชาบรรพบุรุษ  




👑ราชวงศ์โจ
          แนวความคิดด้านการปกครอง เชื่อเรื่องกษัตริย์เป็น “โอรสแห่งสวรรค์ สวรรค์มอบอำนาจให้มาปกครองมนุษย์เรียกว่า “อาณัตแห่งสวรรค์ เริ่มต้นยุคศักดินาของจีน 

          ☼เกิดลัทธิขงจื๊อ ที่มีแนวทาง เป็นแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม เน้นความสัมพันธ์และการทำหน้าที่ของผู้คนในสังคม ระหว่างจักรพรรดิกับราษฎร บิดากับบุตร พี่ชายกับน้องชาย สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน เน้นความกตัญญู เคารพผู้อาวุโส ให้ความสำคัญกับครอบครัว เน้นความสำคัญของการศึกษา



          ☼เกิดลัทธิเต๋า โดยเล่าจื๊อ ที่มีแนวทาง เน้นการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องมีระเบียบแบบแผนพิธีรีตองใดใด เน้นปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ลัทธินี้มีอิทธิพลต่อศิลปิน กวี และจิตรกรจีน คำสอนทั้งสองลัทธิเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน    

          ☼ลัทธิม่อจื๊อ


          ☼ลัทธิฟาเจี่ย หรือ นิติธรรมนิยม                                                           


👑ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน
          ราชวงศ์ฉิน (สมัยจักรวรรดิ) ฉินซีหวงตี้สามารถปราบปราม และผนวกรัฐต่างๆ เป็นจักรวรรดิ ทำการฏิรูปอารยธรรมจีน ดังนี้ ยกเลิกระบบศักดินา นำการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมาใช้ มีเซียนหยางเป็นเมืองหลวง มีเขตการปกครองเป็นมณฑล มีการใช้เงินตราแบบเดียวกัน เครื่องชั่งตวงวัดมาตรฐานเดียวกัน เก็บภาษีที่ดิน มีการสร้างถนน อาชีพเกษตรยังคงเป็นอาชีพหลัก ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก เนื่องจากถูกเกณฑ์แรงงานอย่างหนัก มีการสำรวจสำมะโนประชากร ประกาศใช้ภาษาเขียน สร้างสังคมเป็นหนึ่งเดียว สร้างพระราชวังอันใหญ่โต มีประติมากรรมลอยตัว เช่น สุสานจิ๋นซีหวงตี้ กำแพงเมืองจีน




👑ราชวงศ์ฮั่  
          เป็นยุคทองด้านการค้าของจีน มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ( Silk Rood )  ลัทธิขงจื๊อ คำสอนถูกนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเรียกว่า จอหงวน


👑ราชวงศ์สุย 
          เป็นยุคแตกแยกแบ่งเป็นสามก๊ก มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำแยงซี เพื่อประโยชน์ในด้านการคมนาคม

👑ราชวงศ์ถั           

          ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน นครฉางอานเป็นศูนย์กลางของซีกโลกตะวันออกในสมัยนั้น พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง พระภิกษุ (ถังซำจั๋ง) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก ในชมพูทวีป เป็นยุคทองของกวีนิพนธ์จีน กวีคนสำคัญ เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ ตู้ฝู้  ศิลปะแขนงต่างๆมีความรุ่งเรือง



👑ราชวงศ์ซ้อง 
          มีความก้าวหน้าด้านการเดินเรือสำเภา รู้จักการใช้เข็มทิศ รู้จักการใช้ลูกคิด ประดิษฐ์แท่นพิมพ์หนังสือ รักษาโรคด้วยการฝังเข็ม 


👑าชวงศ์หยวน 
          เป็นราชวงศ์ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองจีน ฮ่องเต้องค์แรกคือ   กุบไลข่าน หรือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมืองเวนีส อิตาลี        
              

👑ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง
          วรรณกรรม นิยมการเขียนนวนิยายที่ใช้ภาษาพูดมากกว่าการใช้ภาษาเขียน มีนวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ สามก๊ก ไซอิ๋ว ส่งเสริมการสำรวจเส้นทางเดินเรือทางทะเล สร้างพระราชวังหลวงปักกิ่ง (วังต้องห้าม)

👑ราชวงศ์ชิงหรือเช็ง 
          เป็นราชวงศ์เผ่าแมนจู เป็นยุคที่จีนเสื่อมถอยความเจริญทุกด้าน เริ่มถูกรุกรานจากชาติตะวันตก เช่น สงครามฝิ่น ซึ่ง      จีนรบแพ้อังกฤษ ทำให้ต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิง ปลายยุคราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมาก

🌐จีนยุคสาธารณรัฐและยุคคอมมิวนิสต์ปลายยุคราชวงศ์ชิง🌐
          ดร.ซุนยัตเซ็น จัดตั้งสมาคมสันนิบาต เพื่อล้มล้างราชวงศ์ชิง โดยประกาศ ลัทธิไตรราษฎร์ ประกอบด้วย

          1.หลักเอกราช

          2.หลักแห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน

          3.หลักความยุติธรรมในการครองชีพ ส่วนนโยบายปฏิวัติ คือ โค่นล้มราชวงศ์แมนจู และจัดตั้งรัฐบาลประชาชน จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบสาธารณรัฐ จัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชน และก่อตั้งพรรคชาตินิยม หรือ พรรคก๊กมินตั๋ง ขึ้นในที่สุด  ต่อมา ซุนยัตเซ็นได้ร่วมมือกับ ยวน ซีไข ทำการปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จเปลี่ยนการปกครองเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ (จักรพรรดิปูยี เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน) มีการแย่งชิงอำนาจของผู้นำทางทหารเรียกว่า ยุคขุนศึก ซุนยัตเซ็นได้เสนอให้ ยวน ซีไข เป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน ยวน ซีไข คิดสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิและรื้อฟื้นระบบศักดินา ดร.ซุนยัตเซ็น ตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง เมื่อ ยวน ซีไข เสียชีวิตลง ดร.ซุนยัตเซ็นเป็นประธานาธิบดี แต่เป็นได้ไม่นานก็เสียชีวิต หลังจาก ดร. ซุนยัตเซ็น เสียชีวิต เจียงไคเช็ค ขึ้นเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งและผู้นำจีน แต่รัฐบาลเจียงไคเช็ค ประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง กดขี่ราษฎร จีนเกิดกาปฏิวัติอีกครั้ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง รัฐบาลเจียงไคเช็ค ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แต่แพ้ เหมา เจ๋อตุง สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ มีการจัดระเบียบสังคมใหม่ เรียกว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรม เพื่อต่อต้านจารีตศักดินาแบ่งชนชั้น หลังจาก เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นเป็นผู้นำจีนแทน ประกาศพัฒนาประเทศด้วย นโยบายสี่ทันสมัย คือด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายในประเทศ รวมทั้งผ่อนปรนวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนให้คลายความเข้มงวดลง 

ความเจริญของอารยธรรมจีน

🎨จิตรกรร

          มีวิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษรจีนจารึกบนกระดูกเสี่ยงทายเพราะตัวอักษรจีนมีลักษณะเหมือนรูปภาพ งานจิตรกรรมจีนรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการเขียนภาพและแกะสลักบนแผ่นหิน ที่นิยมมากคือ การเขียนภาพบนผ้าไหม ภาพวาดเป็นเรื่องเล่าในตำราขงจื๊อพระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาการใช้พู่กันสีและกระดาษภาพส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า สมัยราชวงศ์ซ้อง จิตรกรรมจัดว่าเด่นมาก ภาพวาดมักเป็นภาพมนุษย์กับธรรมชาติ ทิวทัศน์ ดอกไม้       

🚀ประติมากรรม


          ส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทำจากดินสีแดง มีลวดลาย แดง ดำ และขาวเป็นลวดลายเรขาคณิต สมัยราชวงศ์ชาง มีการแกะสลักงาช้าง หินอ่อน และหยกตามความเชื่อและความนิยมของชาวจีน ที่เชื่อว่า หยก ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ความสุขสงบ ความรอบรู้ ความกล้าหาญ ภาชนะสำริดเป็นหม้อสามขา สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาเป็นเคลือบ 3 สีคือ เหลือง น้ำเงิน เขียว ส่วนสีเขียวไข่กามีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์ซ้อง ส่วนพระพุทธรูปนิยมสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ทั้งงานหล่อสำริดและแกะสลักจากหิน ซึ่งมีสัดส่วนงดงาม เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะอินเดียและจีนที่มีลักษณะเป็นมนุษย์มากกว่าเทพเจ้า นอกจากนี้มีการปั้นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม สมัยราชวงศ์เหม็ง เครื่องเคลือบได้พัฒนาจนกลายเป็นสินค้าออก คือ เครื่องลายครามและลายสีแดง ถึงราชวงศ์ชิง เครื่องเคลือบจะนิยมสีสันสดใส เช่น เขียว แดง ชมพู



🌃สถาปัตยกรร

  • กำแพงเมืองจีน สร้างในสมัยราชวงศ์จิ๋น เพื่อป้องกันการรุกรานของมองโกล 
  • เมืองปักกิ่ง สร้างในสมัยราชวงศ์หงวน โดยกุบไลข่าน ซึ่งได้รับการยกย่องทางด้านการวางผังเมือง ส่วนพระราชวังปักกิ่งสร้างในสมัยราชวงศ์เหม็ง 
  • พระราชวังฤดูร้อน สร้างในสมัยราชวงศ์เช็ง โดยพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างยุโรปและจีนโบราณ


🕮วรรณกรรม

  • สามก๊ก สันนิษฐานว่าเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นเรื่องราวของความแตกแยกในจีนตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศจิ๋นจนถึงราชวงศ์ฮั่น
  • ซ้องกั๋ง เป็นเรื่องประท้วงสังคม เรื่องราวความทุกข์ของผู้คนในมือชนชั้นผู้ปกครอง สะท้อนความทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองของพวกมองโกล
  • ไซอิ๋ว เป็นเรื่องราวการเดินทางไปนำพระสูตรจากสวรรค์ทางตะวันตกมายังประเทศจีน
  • จินผิงเหมย หรือดอกบัวทอง แต่งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นนิยายเกี่ยวกับสังคมและชีวิตครอบครัว เป็นเรื่องของชีวิตที่ร่ำรวย มีอำนาจขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่ด้วยการทำชั่วและผิดศีลธรรมในที่สุดต้องด้รับกรรม
  • หงโหลวเมิ่ง หรือ ความฝันในหอแดง เด่นที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เรื่องราวเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยากัน ผู้อ่านจะรู้สึกเศร้าสลดต่อชะตาชีวิตของพระเอกนางเอกเนื้อเรื่องสะท้อนให้ เห็นสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อมโทรมก่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่ ยุคใหม่
  • บันทึกประวัติศาสตร์ ของ สื่อหม่าเฉียน

การถ่ายทอดอารยธรรมจีนสู่ดินแดนต่างๆ

อารยธรรมจีนแผ่ขยายขอบข่ายออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในเอเชียและยุโรป อันเป็นผลมาจากการติดต่อทางการทูต การค้า การศึกษา ตลอดจนการเผยแผ่ศาสนา อย่างไรก็ตามลักษณะการถ่ายทอดแตกต่างกันออกไป ดินแดนที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนเป็นเวลานาน เช่น เกาหลี และเวียดนาม จะได้รับอารยธรรมจีนอย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านวัฒนธรรม การเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี การสร้างสรรค์ และการแสดงออกทางศิลปะ ทั้งนี้เพราะราชสำนักจีนจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและบังคับให้ประเทศทั้งสองรับวัฒนธรรมจีนโดยตรง

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อารยธรรมจีนได้รับการยอมรับในขอบเขตจำกัดมาก ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ การยอมรับระบบบรรณาการของจีนในเอเชียใต้ ประเทศที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีนอย่างใกล้ชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียแพร่หลายเข้ามาในจีนจนกระทั่งเป็นศาสนาสำคัญที่ชาวจีนนับถือ นอกจากนี้ศิลปะอินเดียยังมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะบางอย่างของจีน เช่น ประติมากรรมที่เป็นพระพุทธรูป ส่วนภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลางนั้น เนื่องจากบริเวณที่เส้นทางการค้าสานแพรไหมผ่านจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางนำอารยธรรมตะวันตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนที่เผยแพร่ไป เช่น การแพทย์ การเลี้ยงไหม กระดาษ การพิมพ์ และดินปืน เป็นต้น ซึ่งชาวอาหรับจะนำไปเผยแพร่แก่ชาวยุโรปอีกต่อหนึ่ง 



🌙พัฒนาการอารยธรรมจีนด้านการเมืองการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับดังนี้🌙       

1. ระบบกษัตริย์ เชื่อว่าจักรพรรดิเป็น “ โอรสแห่งสวรรค์ ” มีอำนาจเด็ดขาด แต่พระมหากษัตริย์ที่ไม่อาจปกครองให้เกิดความสงบสุข เที่ยงธรรม ก็อาจมีการยึด อำนาจเปลี่ยนผู้ปกครองได้
         

2. ระบบศักดินาเริ่มต้นใน “ ราชวงศ์โจว ” จักรพรรดิเป็นโอรสแห่งสวรรค์ แต่ตอบแทนขุนนางด้วยการมอบที่ดินให้แต่ขุนนางต้องนำผลผลิตมาถวายกษัตริย์ และช่วยเหลือเมื่อเกิดสงคราม
          

3. สมัยจักรวรรดิเริ่มต้นใน “ ราชวงศ์ฉิน ” จิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงรวบรวมจีนเป็นจักรวรรดิมีอำนาจเด็ดขาดควบคุมดูแลดินแดนโดยตรง แต่ปกครองด้วยการยึดหลักกฎหมาย
          

4. ระบบสาธารณรัฐชาติตะวันตกต้องการขยายอิทธิพลในจีน ทำให้เกิด ความกดดันการเมืองภายในการเกิดสงครามฝิ่น ระหว่างจีนกับอังกฤษ จีนแพ้ต้องทำ “ สนธิสัญญานานกิง ” จีนต้องเปิดเมืองท่าให้ชาวต่างชาติเข้าอยู่อาศัยและทำการค้า จีนต้องยอมยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษทำการเช่า และยังเกิดปัญหามากมาย ดร.ซุนยัตเซ็น ก่อการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์แมนจู จัดตั้ง ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยให้ ยวน ซีไข ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ โดย เหมา เจ๋อ ตุง ใช้นโยบาย “ ก้าวกระโดดไกล” ผู้นำคนต่อมาคือ เติ้ง เสี่ยว ผิง ใช้นโยบายพัฒนาประเทศ ที่เรียกว่า “ นโยบายสี่ทันสมัย ” ซึ่งจีนได้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น         

 💸ด้านเศรษฐกิจ         

1. พื้นฐานเศรษฐกิจจีนโบราณ เป็นเกษตรกรรม
        
2. สมัยราชวงศ์ฮั่น เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตก ทำให้เกิด “ เส้นทางสายไหม ” ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าจากจีน ไปอินเดีย อียิปต์ และโรม

3. คริสต์ศตวรรษที่ 19 เหมา เจ๋อ ตุง ใช้นโยบาย “ ก้าวกระโดดไกล ” แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

4. ยุค เติ้ง เสี่ยว ผิง ใช้นโยบาย “ สี่ทันสมัย ” คือ ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายใน ประเทศ มีลักษณะผ่อนปรนมากขึ้นทำให้จีนเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว        

🎉ด้านสังคมวัฒนธรรม         

1.สังคมจีน ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลแยกเป็นชนชั้น ดังนี้         

          * ชนชั้นขุนนาง ปัญญาชน เป็นกลุ่มผู้มาจากการสอบผ่านเข้ารับราชการเพื่อให้ได้ผู้มีความรู้และมีคุณธรรมเมื่อผู้ใดได้เป็นขุนนาง จะได้รับสิทธิยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน ยกเว้นภาษี มีชีวิตสะดวกสบาย
         

          * ชนชั้นชาวนา มีจำนวนมากกว่าชนชั้นอื่นสังคมจีนเป็นสังคมเกษตรกรรม สมัยราชวงศ์โจว ชนชั้นชาวนาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ผลิต แต่กลับถูกเรียกเก็บภาษี ถูกเกณฑ์แรงงานและเกณฑ์ทหาร
         

          * ชนชั้นพ่อค้าและทหารตามความคิดของขงจื๊อชนชั้นนี้ไม่น่ายกย่องเพราะมิใช่เป็นผู้ผลิต แต่พ่อค้า เป็นกลุ่มที่ร่ำรวย และการทำสงครามระหว่างเจ้าผู้ครองนคร ในสมัยราชวงศ์โจวทำให้ทหารมีความสำคัญในการป้องกันสังคมให้ปลอดภัย

2. ครอบครัวจีน          สังคมจีนยุคแรกสร้างอารยธรรม ถือว่าครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุด ผู้นำครอบครัว คือ บิดา ผู้นำครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบต่อการดำรงชีวิตของครอบครัว และรับผิดชอบต่อราชการ เช่นการเกณฑ์ทหาร การเสียภาษี คนในครอบครัวจึงต้องให้ความเคารพยำเกรงผู้นำครอบครัว นอกจากนี้คนในครอบครัวผู้น้อยต้องเคารพผู้อาวุโส        

3. ประเพณีและความเชื่อ คนจีนแต่โบราณจะเคารพบูชาบรรพบุรุษซึ่งเป็นคนในตระกูลที่เสียชีวิตไปแล้ว นอกจากนี้ยังนับถือเทพเจ้าธรรมชาติ ในสมัยราชวงศ์ชาง มีประเพณีการใช้ “ กระดูกเสี่ยงทาย ” โดยการเขียนตัวอักษรบนกระดูกวัวหรือสัตว์ชนิดอื่น หรือบนกระดองเต่า เพื่อทำนายเกี่ยวกับการสร้างเมือง การสงคราม และเรื่องอื่น ๆขงจื๊อ ได้วางหลักปฏิบัติต่อครอบครัว พิธีกรรม ปรัชญาและจริยศาสตร์ เช่น การใฝ่หาความรู้ ความกตัญญู ความจงรักภักดี คุณธรรมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อชาวจีนอย่างลึกซึ้ง          

4. ศิลปะและหัตถกรรม  ภาชนะสำริดที่เก่าแก่ที่สุด พบในสมัยราชวงศ์ชาง ตอนปลายของราชวงศ์ชาง ถือว่าเป็นยุคทองของเครื่องสำริด
ช่างจีน มีฝีมือในการแกะสลักหยก         

5. ภาษาและวรรณกรรม     การพบกระดูกเสี่ยงทายที่มีตัวอักษรจารึก ทำให้ทราบว่าในสมัยราชวงศ์ชางมีภาษาเขียนใช้แล้ว เรียกว่าอักษรภาพ วรรณกรรมที่สำคัญ ได้แก่ คัมภีร์ทั้ง 5 ของขงจื๊อ วรรณกรรมที่สำคัญอีกเล่มคือ สื่อจี้ (บันทึกประวัติศาสตร์) บันทึกโดยสื่อหม่าเฉียน ในสมัยราชวงศ์ฮั่น